• ฝ่ายการศึกษา เขตลาดพร้าว ร่วมรำลึกวันปิยมหาราช ๒๕๕๗
  • ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตลาดพร้าว โรงเรียนเพชรถนอม
  • สำนักงานเขตลาดพร้าว จัดโครงการสัมมนาศึกษาดูงานข้าราชการครูกรุงเทพฯ บุคลากรทางการศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง ณ จ.กระบี่และภูเก็ต
  • ผู้บริหารและข้าราชการ เขตลาดพร้าว เข้าร่วม พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน
  • ภาพกิจกรรมพิธีมอบทุนการศึกษา โครงการทดสอบความเป็นเลิศทางวิชาการ โรงเรียนในพื้นที่เขตลาดพร้าว

การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวก ในการติดต่อราชการกับฝ่ายการศึกษา



ขั้นตอนการขอคัดสำเนา ก.พ.7                                        Cilck

แบบคำร้องขอคัดสำเนา ก.พ.7                                         Click                    

ขั้นตอนการแจ้งเด็กเข้าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ            Click

การบริการรับแจ้งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา                   Click

แบบแจ้งการส่งเด็กเข้าเรียน                                             Click

ขอความร่วมมือแจ้งการส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา     Click

แผนภูมิ  ขั้นตอนการขอผ่อนผันให้เด็กเข้าเรียน               Click

แบบคำร้องขอผ่อนผันเด็กเข้าเรียน                                   Click


read more →

รำลึก..วันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗



ประวัติและความสำคัญของวันปิยมหาราช


     เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่ เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมือง และพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า

     ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทางราชการได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า "วันปิยมหาราช" และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ

     เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น "กรุงเทพมหานคร" ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็น "สำนักพระราชวัง" ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติฉัตร ๕ ชั้น ประดับโคมไฟ ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน


วันปิยมหาราช

     วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือ ของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ซึ่งมีความหมายว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน" ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็น "วันปิยมหาราช"



พระราชประวัติ

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สี่ ในพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖ ณ พระตำหนักเดิมตรงพระที่นั่งสมมติเทวราชอุบัติ ในหมู่หนึ่งของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงมีพระนามชั้นเดิมว่า " เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ " ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับผม หรือ พระเกี้ยว สำหรับ ประดับหัวจุกของเด็กไทยโบราณี



                     "ทรงเป็นสมเด็จพระปิโยรส ของสมเด็จพระบรมชนกนาถตั้งแต่ทรงพระเยาว์วัย"

    เมื่อทรงเจริญพระชันษาสมควรแก่การศึกษา ได้ทรงพระอักษร และเริ่มเรียนในสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี ขัตติยราชนารี ผู้ทรงรอบรู้ศิลปวิทยาการหลายแขนง ตลอดจนโบราณราชประเพณี และได้ทรงศึกษาภาษาบาลี วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง คชกรรม อัศวกรรม จากสำนักเจ้านายและขุนนางอื่นๆ ที่เป็นผู้ทรงความรู้อันสมควรแก่พระราชกุมาร  สมเด็จพระราชบิดาผู้ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล ทรงตระหนักดีว่าวิชาการสมัยใหม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้ แต่ยังไม่มีในภาษาไทย จึงทรงว่าจ้างครูสตรีชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษ แก่สมเด็จพระบรมราชโอรสด้วย แม้ภายหลังเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ท่านก็ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษตลอดเวลา นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เมื่อเสด็จต่างประเทศก็ตรัสภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนวิชารัฐประศาสนศาสตร์ราชประเพณี โบราณคดีทั้งปวงนั้น สมเด็จพระราชบิดาพระราชทานพระบรมราโชวาทฝึกสอนด้วยพระองค์เอง



     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น พระราชโอรสองค์ที่ ๙ ในจำนวนพระราชโอรส ธิดาทั้งสิ้น ๘๒ พระองค์ ในราชวงศ์จักรี ขณะพระชันษา ๙ พรรษา ได้รับสถาปนาเป็น กรมหมื่นพิฆเณศวรสุรกาศ ตรงกับ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ 


     ต่อมาอีก ๔ ปี ก็ได้รับสถาปนาเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ ต่อมาใน ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้ทรงกำกับราชการ ในกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมทหารบกวังหน้า ในช่วงซึ่งพระองค์ได้ ตามเสด็จพระราชบิดา เพื่อทอดพระเนตร สุริยปราคา ที่ตำบลหว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิด ประชวรด้วยไข้ป่า อย่างแรงทั้งสองพระองค์ และในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ พระราชบิดา คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสู่ สวรรคตใน ในขณะซึ่งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ มีพระชนมายุเพียง ๑๕ ปีกับ ๑๐ วัน ทั้งยังทรงประชวรด้วยไข้ป่าอย่างหนัก เกือบจะสิ้นพระชันษาด้วย ได้รับให้สถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี ในวันเดียวกัน แต่ด้วยที่วัยพระองค์ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้ง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ โดยความเห็นชอบของที่ประชุมเสนาบดี


     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนาเมื่อวันพุธที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๖ และทรงลาผนวชใน วันพฤหัสบดีที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงเข้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ครั้งที่ สอง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖

                          

    ในปีต่อมาได้กระทำการสำคัญยิ่งใหญ่คือ การเลิกทาส พระองค์สามารถกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปโดยมิได้เกิดเหตุร้ายภายในขึ้นเยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศ และทรงโปรดฯ ให้มีการตราพระราชบัญญัติเลิกทาส ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗


     สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ นานถึง ๔๒ ปี ซึ่งยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารทุกพระองค์ ด้วยพระจริยวัตรและพระปรีชาสามารถอย่างเฉลียวฉลาด ของพระองค์ ได้ทรงเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงประเทศ โดยการวางรากฐานความเจริญในด้านต่างๆ ตลอดเวลา ๔๒ ปี ในรัชสมัยของพระองค์ประเทศไทยรุดหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ทรงพัฒนาฟันฝ่าอุปสรรค นานับประการ ทั้งต่อสู่กับการไล่ล่าเมืองขึ้นของบรรดาชาติมหาอำนาจ ในยุคนั้นมาได้ แม้จะเป็นการสูญเสียดินแดน ไปบางส่วน แต่พระองค์ทรงไว้ซึ่งความสุขุม พาประเทศชาติของพระองค์รอดพ้น จากการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งสำหรับซีกโลกส่วนนี้ของโลก ที่ ประเทศสยามแห่งนี้มิได้ตกเป็นทาสใคร 


    ด้วยสายพระเนตรมองไกลของพระองค์ ได้ทรงพัฒนานำความเจริญ ก้าวหน้า เร่งรัดในแขนงต่างๆ ทั้ง การพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคงของบ้าน อีกทั้งพระองค์ยังทรงสนพระทัยถึงความเป็น อยู่ของประชาชน ทรงออกเยี่ยมประชาราษฎร์ อยู่เป็นเนืองนิจ พระองค์จึงเป็นที่จงรักภักดี ของปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน

    การเสด็จยังต่างประเทศ เปรียบเสมือนเปิดประตูสู่โลกกว้างในช่วงของต้นรัชกาล พระองค์ทรงเสด็จประพาส สิงคโปร์ ชวา พม่า อินเดีย และ หลายๆ ประเทศ ทรงเสด็จประพาสยุโรปถึง ๒ ครั้ง ด้วยกัน คือในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ แนวทางความสัมพันธ์ด้วยการทูตของพระองค์ท่าน ทำให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศทั่วยุโรป ข้อพิพาท และปัญหาต่างๆ ก็ได้คลายเบาบางลง ความลึกซึ้งพระปรีชาของพระองค์ ได้ทำให้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของชายแดน ไทย-อังกฤษ หรือกับฝรั่งเศส ได้ผ่อนคลายในที่สุด



     ความล้ำลึกในพระปรีชาสามารถในด้านวรรณกรรม พระองค์ก็ทรงเป็นได้ทั้ง กวี และ นักประพันธ์ ที่มีความสามารถอย่างลึกซึ้งทีเดียว การแต่งโคลง ฉันท์ บทละคร กาพย์ กลอน หรือ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ทั้งที่พระองค์ทรงมีภารกิจอยู่มากมาย แต่ก็ด้วยพระวิรยะ อุตสาหะ ทรงสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ดั่งที่ปรากฏผลงานเป็นที่ประจักษ์มีมากกว่า ๓๐ เรื่อง ซึ่งก็มีบางเรื่องที่มีความหนาถึงกว่า ๕๐๐ หน้าก็มี ดั่งบางพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งของพระองค์

"ความรู้ คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย
สุจริต คือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง
ปัญญา ประดุจดัง อาวุธ
คุมสติ ต่างโล่ป้อง อาจแกล้ว กลางสนาม"


     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวร พระวักกะ (ไต) พิการ กระทั่ง เวลา ๒๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ของคืนวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระองค์ได้เสด็จสู่สวรรคต รวมพระชนอายุ 57 พรรษา ทรงเสวยราชย์ ๔๒ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินสยาม ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสุดคณานับทั้งประโยชน์ สุข ความเจริญรุ่งเรือง นำชาติให้เป็นที่ยอมรับของ นานาชาติ พระคุณสุดล้นที่จะพรรณนาจากใจของประชาชนชาวไทยได้หมด พระองค์จึงเป็นที่รักเคารพของคนไทยเสมอมา



     สมเด็จพระปิยมหาราช เป็นพระนามที่ได้รับการถวาย โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงคิดถวาย ซึ่งปรากฏอยู่บนจารึกใต้ฐาน ของ พระบรมรูปทรงม้า (๒๔๕๑) พระนามนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงเขียน ชมเชย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้คิดพระนามนี้ถวาย


     วันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุก ๆ ปี ประชาชนคนไทย ทั้งชาติ ถือเป็นวันแห่งการน้อมรำลึกถึงพระองค์อย่างไม่มีเสื่อมคลาย วาระวันคล้ายวันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคต เป็นวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่ง ที่จะเทิดพระเกียรติ พระปิยมหาราช ไว้ตลอดกาลนาน.


read more →

ตรวจประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๗

จากคอลัมน์ ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ 
                      สำนักงานเขตลาดพร้าว นำโดยนายสุทิน วิกัยกิจ
                      ผู้อำนวยการเขตลาดพร้าวและคณะผู้บริหารเขต

   ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานตรวจติดตามประเมินผลการปฏิบัติ 
          ราชการประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗
ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ 



ขอบคุณภาพจาก   หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 
  คอลัมน์ใต้ฟ้ากรุงเทพฯ  หน้าที่ ๑๒ ฉบับวันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ 



read more →

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตลาดพร้าว

ฝ่ายการศึกษาเขตลาดพร้าว จัดทำแผนการตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดเพื่อรับทราบปัญหาและหาแนวทางแก้ไขวมทั้งแจ้งข้อราชการต่าง ๆ
ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. 
ได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนเพชรถนอม
โดยมี นายสุทิน วิกัยกิจ  ผู้อำนวยการเขต และ นางกนกรัตน์ พันธ์นรา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต พร้อมฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ฝ่ายรักษาฯ ฝ่ายโยธา ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายเทศกิจร่วมตรวจเยี่ยมด้วย

read more →

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตลาดพร้าว

ฝ่ายการศึกษา เขตลาดพร้าว จัดทำแผนการตรวจเยี่ยม โรงเรียนในสังกัดเพื่อรับทราบปัญหาและหาแนวทางแก้ไขรวมทั้งแจ้งข้อราชการต่าง ๆ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 เวลา 13.00-16.00 น. ได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนลอยสายอนุสรณ์
โดยมีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต นางกนกรัตน์ พันธ์นรา พร้อมฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ฝ่ายรักษาฯ ฝ่ายโยธา ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายเทศกิจร่วมตรวจเยี่ยมด้วย และในโอกาสนี้ได้ร่วมแสดงความยินดีต้อนรับ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนลอยสายอนุสรณ์ ผอ.กาวิน เครือมณี





read more →

บทความจากหนังสือ เรื่อง...จากฝัน...สู่นิรันดร


บทความจากหนังสือ เท่-เหนือ-ไทย 1 เขต 1 วรรณกรรม กรุงเทพมหานคร
จัดพิมพ์โดย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร
สุดยอด...วรรณกรรมเขตลาดพร้าว 
บทประพันธ์โดย...แก้วเก้า 
เรื่อง...จากฝัน...สู่นิรันดร
เรื่องย่อ...จากฝัน...สู่นิรันดร เป็นเรื่องราวความรักข้ามภพข้ามชาติ
...ตรัยชายหนุ่มที่พร้อมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน และชาติตระกูล ได้เดินทางย้อนอดีตกลับไปหาการะเกด หญิงสาวที่เขาหลงรักเพียงเห็นแค่ภาพวาดของหล่อนที่บ้านคุณเชื้อ เพื่อนรักเพื่อนสนิทของก๋งของตรัย
...จากฝัน...สู่นิรันดร เปิดเรื่องความวุ่นวายในตอนเที่ยงของเมืองหลวงทั้งรถติดและร้อนอบอ้าว ทำให้ตรัยไปหารานี คู่หมั้นของตนไม่ทันตามเวลานัด เป็นเหตุให้ทั้งคู่ทะเลาะกัน เย็นวันนั้นแม่ของตรัยชวนเขาไปงานศพคุณตาเชื้อที่บ้านโบราณ ที่นั่นทำให้ตรัยได้รู้จักกับ ดร.โพยม นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังซึ่งเป็นน้องชายของคุณเชื้อ ขณะเดี่ยวกันตรัยก็ได้เห็นภาพวาดของการะเกดผู้เคยเป็นอดีตคู่หมั้นของคุณเชื้อ แต่ได้ถอนหมั้นกันไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเกิดสนใจเรื่องของการะเกดขึ้นมา ด้วยหน้าตาที่สวยงามมากนั้นทำให้ตรัยหลงรักเธอทันทีที่เห็น แม้จะรู้ว่าเธอหายสาบสูญไปนานแล้ว
...ส่วนตัวตรัยมีความสนใจเรื่องของโบราณอยู่แล้ว จึงทำให้พูดคุยกับ ดร.โพยมได้สบายๆ ไม่ติดขัด เพราะสนใจเรื่องเดียวกัน อีกทั้งบ้านของคุณเชื้อนั้นเป็นบ้านหลังเดียวที่ยังคงรักษาศิลปะแบบโบราณเอาใว้ได้เป็นอย่างดี และได้รับการดูแลมาตลอด ทำให้บ้านอยู่ในสภาพสมบูรณ์
...เมื่อมีเวลาตรัยจะมาพูดคุยกับ ดร.โพยมบ่อยๆ   ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนของเขาที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดร.กฤษณะ เป็นชาวอินเดียที่ทำการทดลองด้านสะกดจิต ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าคนเราสามารถย้อนเวลาได้จริงๆ และ ดร.กฤษณะนั่นเองที่ทำให้ตรัยได้ย้อนเวลากลับไปหาการะเกด เขาได้รู้เรื่องราวในอดีตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตรัยกับการะเกดมีหัวใจรักได้ตรงกัน แต่ต่อมาการะเกดก็ได้ตายจากไปในเวลาไม่นานนั่นเอง ท้ายที่สุดแล้วตรัยก็ได้ครองตนอยู่คนเดียวในโลกปัจจุบัน เขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียวในบ้านหลังเก่าที่ซื้อต่อมาจากครอบครัวของการะเกด ซึ่งบ้านหลังนั้นตั้งอยู่อย่างเดียวดายปราศจากคนอันเป็นที่รัก ขณะเดียวกันก็เฝ้ารอที่จะได้ไปอยู่กับการะเกดในชาติภพต่อไป
...วิเคราะห์...
จากฝัน...สู่นิรันดร เป็นนวนิยายแนวลึกลับ (ย้อนยุค) ปนวิทยาศาสตร์
ชีวิตของตรัยคงจะดำเนินไปตามครรลองของสังคมแห่งวัตถุนิยมไปตลอด ถ้าหากว่าเขาไม่ได้รู้จักกับ
ดร.โพยม ดอกเตอร์ทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์วัยแปดสิบปี และดอกเตอร์คนนี้เองที่ทำให้เขาได้ย้อนกลับไปในอดีตกว่าครึ่งทศวรรษ
...บ้านเมืองในอดีตและปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เช่น จากที่ผู้เขียนได้บรรยายผ่านตัวละคร เช่น "สมัยนั้นบ้านช่องผู้คนไม่ได้ล้นหลามอย่างสมัยนี้หรอก ถนนก็มีไม่กี่สาย บ้านใครถ้าเป็นขุนน้ำขุนนางหน่อย ผู้คนก็รู้จักกันทั้งเมือง" ถนนดวงเดือนนอกในสมัยนั้นเป็นถนนที่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีผู้คน ต่างจากในสมัยนี้ซึ่งมีความเจริญมากขึ้น
...สถานที่ที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น ทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างชัดเจน ซึ่งพบว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้เขียนบอกเอาใว้อย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ว่า สมัยก่อนมีลักษณะเป็นอย่างไรและปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 
read more →